WHAT'S NEW?
Loading...
Showing posts with label Health and Beauty. Show all posts
Showing posts with label Health and Beauty. Show all posts
                   ไม่น่าเชื่อ!! ไทรอยด์เป็นพิษ หายได้ ภายใน 2-3 อาทิตย์ เพียงคุณทานสิ่งนี้  

 ไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคคอพอกเป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่ที่ลำคอด้านหน้าต่ำกว่าลูกกระเดือกเล็กน้อย ทำหน้าที่สร้างและหลั่งฮอร์โมนไธรอยด์ออกสู่กระแสเลือด เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะหัวใจและประสาท โรคคอพอกเป็นพิษ เป็นการเสียสมดุลของฮอร์โมนไธรอยด์ โดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่เกี่ยวข้องกับอาหารทะเลแต่มีปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวข้องดังนี้




1.เพศหญิง โรคนี้เกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 4-8 เท่า
2.กรรมพันธุ์ บางครอบครัวเป็นกันทั้งมารดา และลูกสาว
3.ความเครียดทางจิตใจ พบว่าทำให้เกิดอาการคอพอกเป็นพิษได้
ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ อาจสร้างฮอร์โมนออกมามากเกินไป ต่อมจะมีขนาดโตขึ้นจนมองเห็นได้ชัดเจน ถ้าคลำดูจะมีลักษณะหยุ่นไม่แข็ง อาจฟังได้ยินเสียงฟู่ ๆ เนื่องจากมีเลือดไปเลี้ยงต่อมมากกว่าปกติ

สมุนไพรที่จะช่วยรักษา ไทรอยด์เป็นพิษได้นั่นคือ น้ำใบย่านาง มาดูวิธีการทำกันเลย

   สมุนไพรที่จะช่วยรักษาได้คือ “น้ำใบย่านาง” ให้คั้นใบย่านางต้มกินแทนน้ำเปล่า ปัจจุบันมีหัวน้ำใบย่านางสกัดขายตามร้านขายของเพื่อสุขภาพทั่วไป นำไปผสมน้ำดื่มได้เลย รสชาติไม่แตกต่างจากน้ำเปล่าและยังมีกลิ่นหอมชื่นใจอีกด้วย

   นอกจากนั้นให้ปรับนิสัยการกิน หันมากินอาหารฤทธิ์เย็นแทน เช่นงดเนื้อสัตว์ แต่ยังกินปลาได้เช่นปลานึ่งทาเกลือเพื่อเสริมไอโอดีน กินผักผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม สัปปะรด แอปเปิลฯลฯ กินข้าวกับผักลวกปลานึ่ง โดยให้เน้นผักฤทธิ์เย็น (เสิร์จกูเกิลหาชื่อของผัก-ผลไม้ฤทธิ์เย็นได้เลย)




   ผู้มีประสบการณ์ป่วยเป็นไทรอยด์ เล่าว่า ทำตามคำแนะนำนี้ ค่าไทรอยด์ลดลง 50% ภายใน 2 สัปดาห์ และหายเป็นปรกติภายใน 3-4 เดือน แต่ต้องกินน้ำย่านางไปตลอดเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายรักษาได้ด้วยธรรมชาติบำบัด

   ในทางแพทย์แผนโบราณตำราจีนและไทย กล่าวว่าไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากการกินที่ไม่สมดุล กินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมากกว่าฤทธิ์เย็น หรือหยินหยางไม่สมดุล จึงทำให้ภายในร่างกายร้อนเกิน จนกระทั่งการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปรกติ

   วิธีธรรมชาติบำบัดที่จะช่วยรักษาไทรอยด์ที่ผสมทั้งแผนจีนแผนไทยคือ “การแกว่งแขน” หรือการออกกำลังกายโดยการแกว่งแขนเป็นประจำวันละ 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ

ที่มา Share-Si

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


การดีท็อกซ์ลําไส้ เป็นการทำความสะอาดลำไส้ และกำจัดสิ่งสกปรก อย่างเช่น ของเสีย กากอาหาร และสารพิษที่ค้างอยู่ในลำไส้ ให้ออกมาจากร่างกาย 

เพราะการขับถ่ายธรรมดานั้นไม่สามารถขับสิ่งเหล่านี้ออกมาได้หมด ยิ่งรับประทานมามากก็ยิ่งมีโอกาสติดคางอยู่ในลำไส้ได้มากขึ้น อาหารจำพวกเนื้อจะจับตัวกัน เกาะติดที่ผนังลำไส้ ทำให้ร่างกายขับถ่ายได้ลำบาก เกิดอาการท้องผูก

เมื่อสิ่งตกค้างเหล่านี้บูดเน่าจะกลายเป็นสารพิษ ทำให้เกิดโรคต่างๆ อย่างเช่น ท้องผูก ท้องอืด ผายลมบ่อย อาหารไม่ย่อย ลำไส้อักเสบ ลมหายใจมีกลิ่น ลมพิษ ภูมิแพ้ หอบหืด ซึ่งการดีท็อกซ์ลําไส้ จะเป็นการช่วยทำความสะอาดลำไส้ ลดการเกิดโรคต่าง ๆ ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น




เพราะการดีท็อกซ์ลําไส้ ส่งผลต่ออวัยวะอื่น ๆ อย่างเช่น ตับ ถุงน้ำดี ต่อมน้ำเหลือง ให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อลำไส้มีความแข็งแรง และทำงานได้อย่างเป็นปกติ

ดีท็อกซ์ล้างลําไส้ 

สูตรการดีท็อกซ์ลําไส้นั้นคุณเองสามารถทำได้ด้วยตนเองที่บ้าน แถมยังเป็นวิธีที่ง่ายอีกด้วยไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดค่ะ ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้ค่ะ




1. มะนาวแป้น น้ำเยอะ ครึ่งลูก
2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
3. โยเกิร์ต(ใช้รสธรรมชาติเท่านั้น) ครึ่งถ้วย
4. นมสดรสจืด




วิธีทำ 

1. บีบน้ำมะนาวใส่แก้วดีท็อกซ์ล้างลําไส้
2. จากนั้น เติมน้ำผึ้ง ในปริมาณ 1 ช้อนชา ลงไป
3. ตักโยเกิร์ต ครึ่งถ้วยลงไป
4. เทนมโคแท้ 100 % จำนวน 1 กล่อง ลงไป
5. คนส่วนผสมทั้ง 4 อย่างให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน ยกขึ้นดูว่าน้ำผึ้งไม่ติดช้อนแล้ว ควรทานทันทีไม่ควรตั้งทิ้งไว้ หรือนำไปแช่ตู้เย็น



ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการดีท็อกซ์ลําไส้ก็คือ ช่วยให้มีการขับของเสียได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งยาระบาย โดยเฉพาะท่านที่มักท้องผูก ช่วยให้ท่านที่มักมีอาการเบื่ออาหาร หรือรู้สึกปากขมทานอะไรไม่อร่อย มีการรับรสที่ดีขึ้น ช่วยล้างลำไส้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกิดการระคายเคืองต่อระบบภายในร่างกาย ได้สารอาหารครบถ้วน




เพราะปริมาณ 1 แก้ว ที่ท่านทานในตอนเช้า สามารถทดแทนมื้อเช้าได้เช่นกัน สะดวก ประหยัด และไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องตุนอะไรเยอะแยะ อยากจะทานเมื่อไรค่อยไปหาซื้อมา


ที่มา...banlady.com 

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


เคล็ดลับหุ่นเปรี้ยะ สูตรลดความอ้วนที่ยั่งยืน จากกาละแมร์




   ในขณะที่เรากำลังค้นคว้าหาสูตรลดความอ้วนกันอย่างบ้าคลั่ง และทำตามกันแบบไม่ลืมหูลืมตา เพียงเพราะได้ยินว่า “เขาบอกกันมาว่าเวิร์ค ลดได้จริงหลายสิบกิโลฯ” ด้วยความที่คนเราอยากผอมๆๆ เลยหลงลืมการใช้สติและปัญญาไตร่ตรองในความเป็นไปได้ หรือผลเสียที่จะตามมา


   สูตรลดความอ้วน 7 วัน 10 วัน 15 วัน กินครบแล้วจะลดเป็นสิบกิโลฯ หลังจากนั้นกินตามปกติแล้วจะไม่กลับมาอ้วนอีก มันมีจริงๆเหรอ!?

   ลองใช้สติคิดตามนะ สูตรอาหารที่บอกว่าผอม มันก็ต้องผอมสิ เพราะกินน้อยมาก น้อยกว่าที่คุณกินตามปกติที่จะทำให้อ้วน พอครบวันที่บอก น้ำหนักคุณก็ลดตามต้องการ แต่พอกลับมากินเหมือนเดิม น้ำหนักคุณจะเด้งดึ๋งขึ้นมาหรือเรียกว่าโยโย่นั่นเอง นี่สิคือชีวิตจริง เพราะร่างกายมันงงกับอาหารที่ได้รับ ได้มาน้อยมันไม่พอ เมื่อไหร่ได้อาหารมาเยอะๆต้องรีบเก็บสะสมเลย มันกลัวว่าเดี๋ยวไม่มีอาหารอีก ยิ่งคุณไม่เผาผลาญด้วยการออกกำลังกาย คราวนี้จะอ้วนกว่าเดิมเลยค่ะ

   แล้วเราจะทำอย่างไร ลองดูรูปร่างกายของฉันนะคะ รูปแรกตอน 20 ต้นๆ บวมๆอืดๆ คุณคงคุ้นตามาตลอด หลังจากนั้นคือ เดือน ก.ย. /ต.ค. /พ.ย./ ธ.ค. ปี2557และ ม.ค./ ก.พ./มี.ค. ปี2558 ซึ่งถ้าใครได้ตามอินสตาแกรมฉันมาตลอด รูปเหล่านี้ฉันเคยลงมาแล้วทั้งนั้น แต่ครั้งนี้วางเรียงให้เห็นชัดเจนขึ้น!


   ถ้าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปร่างของคุณ จงค่อยๆทำไปเรื่อยๆ อย่าใจร้อนว่าต้องผอมเร็วๆ แหม…เรากินสะสมมาหลายสิบปี จะเอาออกทั้งทีก็ให้เวลาร่างกายหน่อย




   สิ่งที่ฉันทำก็คือ ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง (โยคะ เวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอด้วยการวิ่งและเดิน) ทำสลับกันไป สัปดาห์ละ 5-6 วัน บรรจุการออกกำลังกายไว้ในตารางชีวิตตอนเช้าเป็นประจำ จะได้ไม่อ้างว่าไม่มีเวลา วันไหนเดินทางก็พยายามหาวิธีออกกำลังกายตามสถานที่ที่ไป

   อีกสิ่งที่ทำคือ ดูแลอาหารที่กินเข้าไปมากขึ้น ศึกษาหาความรู้ ดูจาก IG หลายๆคนที่ติดแฮชแท็ก #HealthyMary เข้ามา มันมีประโยชน์กับคนที่เริ่มทำอาหารมาก ฉันใส่ใจการกินแต่ของที่มีประโยชน์กับร่างกาย ตั้งแต่เลือกซื้อ ลงมือทำ ดื่มด่ำกับการกิน และล้างจานด้วยตัวเอง ฉันจึงค้นพบความสนุกและความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น


   อาหารที่ทำกินเองต้องเป็นอาหารที่เราจะกินมันไปได้เรื่อยๆ ไม่ใช่กินเพื่อ 7 วัน 1 เดือน หรือแค่ผอมแล้วพอ เพราะนี่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไปตลอดชีวิต เราไม่ได้อยากผอม แต่เราอยากมีสุขภาพดีไปนานๆ มีร่างกายที่แข็งแรง ดูฟิตเฟิร์ม มีกล้ามเนื้อ

   บางคนเห็นอาหารที่ฉันลงมักถามว่า “อิ่มไหม? เป็นเราต้องกินสัก 3 จาน” ถ้ายังติดพฤติกรรมเดิมๆก็ยังไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงหรอกค่ะ ค่อยๆปรับกระเพาะอาหารไป มันจะเล็กลงเรื่อยๆเอง

   บางคนถามอีก “อาหารที่ทำอร่อยไหม?” รู้ไหมคะ ถ้าคุณได้ลองทำอาหารกินเอง คุณจะรู้สึกว่ามันอร่อย และมันจะอร่อยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ คนเราก็ต้องมีพัฒนาการจริงไหมคะ คุณจะอิ่มอกอิ่มใจแน่ๆค่ะ

   “ยากไหม?” เป็นคำถามที่คนถามบ่อย ตอบว่า “ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจ” ถ้าเรารักตัวเอง อยากเห็นตัวเองหุ่นดี แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย อยากแก่แบบยังโก้ ไม่มีอะไรสายถ้าจะเริ่มดูแลตัวเอง และเมื่อเริ่มทำได้แล้ว มันจะทำต่อไปได้เรื่อยๆ อย่าลืมเป้าหมายของคุณเป็นพอ

ขอให้คุณสนุกกับการดูแลตัวเอง แล้วคุณจะชอบร่างกายและชีวิตของคุณค่ะ

จากนิตยสาร lemonade ฉบับ พฤษภาคม 2558 หน้า 119

คอลัมน์ สวย รวย สุข  By กาละแมร์

เรื่อง กาละแมร์ – พัชรศรี เบญจมาศ

ภาพ IG:karamare

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล





   สตรีวัย 62 ปี ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากสภาพหัวใจไม่เอื้ออำนวยคณะแพทย์จึงแนะนำให้ดื่มสารสกัดมะละกอชนิดเข้มข้น

   ครั้นเวลาผ่านไป 5 - 6 วัน อาการปวดของเธอบรรเทาลง 3 เดือนต่อมา อาการท้องอืดและอาการอาเจียนของเธอก็หยุดลง และเมื่อดื่มครบ 1 ปี เนื้องอกก็แทบไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจพบอีกเลย

   สำหรับการทำใบมะละกอสกัด ก็ไม่ยุ่งยากเพียงคัดใบมะละกอที่มีขนาดปานกลางไม่อ่อนและแก่เกินไปประมาณ 7 ใบนำมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งพอหมาดๆแล้วนำมาหั่น เป็นฝอยๆ

   จากนั้นนำไปวางในกระทะแล้วเติมน้ำลงไปประมาณ 2 ลิตร ต้มให้เดือดโดยตั้งไฟอ่อนๆ ไม่ต้องปิดฝาต้มจนน้ำในกระทะเหลือเพียงครึ่งเดียว




   แล้วนำมากรองเอาน้ำใส่ขวดปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 3-4 วัน หากสีเริ่มขุ่นข้นแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว ปริมาณการใช้ 3 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง จะดื่มโดยลำพัง หรือผสมน้ำผลไม้ก็ได้

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล

 

   โรคงูสวัด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่บริเวณผิวหนังชนิดหนึ่ง ทำให้มีผื่นตุ่มขึ้นเป็นแนวยาวๆ บริเวณที่ขึ้นกันบ่อย ก็คือ แนวบั้นเอวหรือแนวชายโครง (จากสะดือถึงกลางหลัง) บางคนอาจขึ้นที่ใบหน้า แขนหรือขาก็ได้ แต่จะมีลักษณะการขึ้นคล้ายกันคือจะขึ้นเพียงซีกหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น เช่น ซีกขวาหรือไม่ก็ซีกซ้าย โรคนี้มักไม่มีอันตรายร้ายแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่




   แต่บางรายหลังแผลหายแล้วอาจมีอาการปวดประสาทนานเป็นแรมปี หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาได้ และจากความเชื่อที่ว่า เป็นรอบเอวแล้วตาย นั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะที่เสียชีวิตอาจเป็นเพราะร่างกายอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทานโรค การรู้จักรักษาร่างกายให้แข็งแรง เสริมภูมิต้านทานโรคให้สมบูรณ์อยู่เสมอ จึงมีความสำคัญในการป้องกันโรคและระงับความรุนแรงของโรค

สาเหตุของโรคงูสวัด


   เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “เชื้อวีแซดวี (varicella-zoster virus)” ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ครั้งแรก (ซึ่งมักเกิดขึ้นในวัยเด็ก) ส่วนใหญ่จะแสดงอาการของโรคอีสุกอีใส ส่วนน้อยจะไม่มีอาการแสดงให้ปรากฏหลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสไปแล้ว เชื้อจะหลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาทใต้ผิวหนัง และแฝงตัวอย่างสงบเป็นเวลานานหลายปีถึงสิบๆ ปี โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

   เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น อายุมาก ถูกกระทบกระเทือน มีความเครียด ทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ติดเชื้อเอชไอวี เป็นมะเร็ง ใช้ยาต้านมะเร็งหรือยา กดภูมิคุ้มกัน เชื้อที่แฝงตัวอยู่นั้นก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกระจายในปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ (เกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาท) เชื้อจะกระจายไปตามเส้นประสาทที่อักเสบ และปล่อยเชื้อไวรัสออกมาที่ผิวหนัง เกิดเป็นตุ่มใสเรียงเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท ที่เป็นโรคงูสวัดจึงมักมีประวัติเคยเป็นอีสุกอีใสในวัยเด็ก หรือเคยมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มาก่อน โดยไม่มีอาการแสดง ซึ่งสามารถตรวจพบสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ในเลือด




วิธีการรักษาทางการแพทย์แผนไทย


• นำเปลือกไข่ไก่ประมาณ 10 ฟอง มาล้างให้สะอาด นำมาต้มในน้ำเดือด ( เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ )

• บดให้ละเอียด ละลายกับน้ำ ประมาณ 250 ml. ( 1 แก้ว ) รอให้ตกตะกอน ดื่มน้ำใสๆ ให้หมด ( กากทิ้ง )

• ดื่มวันละ 1 แก้ว ทำเช่นนี้ประมาณ 3 วัน อาการงูสวัดจะค่อยๆดีขึ้น จนหายเป็นปกติ และจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก


ข้อมูลจาก kaijeaw

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


   เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะชอบทานรสเปรี้ยวอย่างแน่นอน ซึ่งรสชาติเปรี้ยวเหล่านั้นก็มาจาก หลาย ๆ ที่มา เช่น มะขามเปียก มะกรูด กรดมะนาว น้ำส้มสายชู เป็นต้น แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ารสชาติเปรี้ยวที่โดนใจคนไทยมากที่สุดนั้นก็คือรสชาติเปรี้ยวจากมะนาว ซึ่งนอกจากมะนาวจะให้รสชาติที่โดนใจคนมากมายแล้ว เจ้ามะนาวลูกกลม ๆ นี้ยังมีสรรพคุณทางยาและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย วันนี้กระปุกดอทคอมจะขอพาทุกคนไปรู้จักกับมะนาวให้มากขึ้นกันนะคะ




   มะนาวเป็นผลไม้พื้นๆที่ใช้บริโภคกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามะนาวลูกเล็กๆนั้น มีประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆได้มากมายหลายโรคด้วยกัน ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่ใช้มะนาวรักษาโรค ประเทศเพื่อนบ้า นของเรา เช่น มาเลเซีย จีน และอินเดีย เขาก็ใช้มะนาวกัน ประเทศเพื่อนบ้านที่ไกลออกไป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศแถบอเมริกาตะวันตกก็ใช้มะนาวแก้ไอและรักษาโรคอื่นๆเช่นเดียวกัน ประโยชน์ของมะนาวในแง่การนำมาใช้เป็นสมุนไพร มีดังนี้

1. แก้ไอออกเลือด (ไอมีเลือดปน)
- ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มะนาว 4 ลูก เกลือ 1 ช้อน หรือประมาณ 3-4 เม็ด ผสมให้เข้ากันดี ให้มีรสเปรี้ยวเค็มหวาน ใช้จิบทุกครั้งที่ไอ

2. ต่อมทอนซิลอักเสบ
- เอาน้ำมะนาว น้ำผึ้งและปูนขาวผสมดื่ม แก้ทอนซิลอักเสบ

3.แก้ซาง,ตุ่มในคอเด็ก,เสมหะ
- เมล็ดมะนาวขับเสมหะแก้โรคซางของเด็ก แก้เม็ดยอดในปากโดยเอาเม็ดมะนาวเผาไฟ บดให้ละเอียด ใช้น้ำมะนาวหรือรากของมะนาวฝนกันน้ำเป็นกระสาย ผสมเข้าด้วยกัน แล้วกวาดซางเด็ก
- ให้เอาน้ำมะนาว 1 ช้อนชา แล้วเอารากมะนาวฝนให้ข้นดี แล้วจึงเอาไปล้วงคอเด็กสัก 2-3 ครั้งก็หาย
- ใช้เม็ดมะนาวเคี้ยวกิน ขับเสมหะ ใช้ติดต่อกัน 7 วัน ได้ผลดี

4. แก้เสียงแหบแห้ง
- มะนาวทำให้เสียงไม่แหบแห้ง ตื่นตอนตอนเช้าทุกครั้งให้ผ่ามะนาวครึ่งหนึ่ง จิ้มเกลือบีบน้ำลงคอกลืนกิน ทำทุกเช้าทุกวัน ทำให้เสียงไม่แหบแห้ง

5. ก้างติดคอ
- เมื่อก้างปลาติดคอ เอามะนาว 1 ลูกคั้น เอาแต่น้ำ เติมเกลือ น้ำตาลนิดหน่อยกรอกลงไปให้ตรงก้างที่ติดคอ อมไว้สักครู่ แล้วจึงค่อยกลืน ก้างจะอ่อนตัวหลุดลงไปในกระเพาะ
- ก้างปลาติดคอซึ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อกลืนน้ำลายจะทำให้รำคาญเท่านั้น ให้ผ่ามะนาวแล้วนำมาอมไว้ในปาก อมจนรู้สึกรสเปรี้ยวของมะนาวเจือจางสัก 2-3 หน จะทำให้ก้างหลุดออกไปได้

6. แก้ไข้
- นำใบมะนาวมาหั่นฝอยๆ ชงด้วยน้ำเดือด ดื่มแบบน้ำชาจะช่วยลดไข้และใช้อมกลั้วคอฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย
- ประเทศในทวีปอาฟริกาตะวันตกนิยมใช้เปลือกรากมะนาวต้มเป็นยาแก้ไข้อย่างดี และใช้ใบทำเป็นยาชงกินแก้ไข้ที่มีอาการตัวเหลืองเล็กน้อย นอกจากนี้ยังใช้น้ำมะนาวดื่มแก้กระหายน้ำ แก้ไข้อีกด้วย
- ที่ประเทศอินเดีย ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ นิยมรักษาโดยดื่มน้ำมะนาวแล้วพักผ่อน ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดา จะรับประทานผลอินทผลัมและดื่มน้ำมะนาวรักษา

7. แก้ไข้ทับระดู
- เอาใบมะนาว 100 ใบ มาต้มกินแล้วหาย

8. แก้ปวดศีรษะ
- เอามะนาวมาฝานเป็นซีกบางๆ แล้วเอาปูนที่กินกับหมาก ละเลงด้านหน้าของซีกมะนาวนั้นบางๆ แล้วปิดตรงขมับ ทำอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ อาการปวดก็ค่อยหายดีขึ้นทุกวัน
- ใช้น้ำมะนาวผสมกับน้ำตาลสัก 1 แก้ว ดื่มตอนเช้า ช่วยให้หายจากโรควิงเวียนและปวดหัว
- ชาวมาเลเซีย ใช้ใบมะนาวผสมกับน้ำมะนาว บดทำเป็นยาใส่ผมแก้ปวดศีรษะ
- ประเทศในทวีปอาฟริกาตะวันตก ใช้ใบมะนาวตำให้ละเอียดถูศีรษะหรือเคี้ยวรากมะนาวแก้ปวดศีรษะ

9. แก้เลือดออกตามไรฟัน
- เกิดจากการขาดวิตามินซี ทำให้เหงือกบวมและมีเลือดออกตามไรฟันเป็นประจำ หรือมีเลือดออกได้ง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล มีจุดพรายย้ำขึ้นตามผิวหนัง อาจมีเลือดออกจนซีดได้ ถ้าอาการรุนแรง จะมีอาการปวดน่อง ข้อเท้าบวม การรักษาให้กินมะนาวหรือผลไม้เปรี้ยวๆ เช่น ส้ม จะแก้ได้
- แก้โรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟัน ใช้มะนาวถูฟันสักพักเลือดก็จะหยุด

10. แก้เหงือกบวม
- ใช้ลำสีชุบมะนาวเช็ดที่เหงือกวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น

11. แก้ลิ้นเป็นฝ้า
- ใช้ลำสีชุบมะนาวเช็ดที่ลิ้นวันละ 3ครั้ง

12. ขจัดคราบบุหรี่
- ใช้มะนาวถูฟันที่มีคราบบุหรี่จับ เมื่อใช้มะนาวถู คราบนั้นจะหาย ถ้าฟันผู้ที่รับประทานหมากต้องถูกบ่อยๆ ถ้าจับมากหลายวันแล้วต้องถอดฟันแช่น้ำมะนาวไว้ค้างคืน ( หมายถึงผู้ใส่ฟันปลอมนะ) ฟันจะขาวสะอาดเงางาม

13. ยาบ้วนปาก
- บีบน้ำมะนาวลงในแก้วสัก 2-3 หยดเท่านั้น บ้วนปากได้สะอาดยอดเยี่ยม

14. แก้เป็นลมวิงเวียน อยากอาเจียน
- ใช้มะนาวผ่าซีก โรยเกลือป่น เหยาะน้ำตาลทรายขาวสักนิดบีบกินลงไปพักเดียวหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้จากการตั้งครรภ์ เมารถ แพ้อากาศ มะนาวช่วยคุณได้
- ใช้มะนาวจิ้มเกลืออมไว้ในปากสักครูจะรู้สึกสดชื่นจากการเป็นลมวิงเวียน หน้ามืดได้
- ใช้เปลือกมะนาวแกะออกแล้วบีบหรือดมใกล้จมูก แก้เป็นลม วิงเวียน หน้ามืดตาลาย
- ด้านประเทศฟิลิปปินส์และประเทศจีน ใช้เปลือกลูกมะนาวขยี้ใก้ดมแก้คลื่นไส้หรือเป็นลม หมอพื้นเมืองชาวอินเดีย นิยมใช้น้ำมะนาวแก้อาเจียน

15. แก้วิงเวียนเมื่อคลอดบุตร
- เอามะนาวปอกใส่ภาชนะ 2-3 ลูก เพื่อให้คนที่คลอดบุตรนั้นกินแก้วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย
- เอามะนาว 3 ผล เกลือป่นและพริกไทยป่นพอควร ละลายด้วยน้ำร้อน แทรกเหล้าโรงประทาณให้ได้สักครึ่งถ้วยชา เวลาตกฟากรับประทาน 1 ครั้ง หรือรับประทาณต่อไปอีกก็ได้

16. แก้เมาเหล้า เมายา
- ดื่มน้ำมะนาวหรืออมกับเกลือ สำหรับคนเมาเหล้าหรือวิงเวียนจะเป็นลม

17. แก้ลมเงียบ
- เอาใบมะนาวมาต้มกินกับยาหอมประมาณ 1 อาทิตย์

18. แก้ตาแดง
- เอามะนาวผ่า แล้วเอาเมล็ดในออกให้หมด แล้วก็บีบเอาน้ำมะนาวหยอดลงในตกทั้ง 2 ข้างหลายๆหยด สัก 1-2 นาที พอหายแสบแล้วล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดหน้าเรียบร้อยแล้วก็สบาย และใช้มะนาวต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายตาแดง

19. บำรุงตา
- ใช้มะนาวสดทั้งลูกฝานตามที่เห็นสมควร แล้วบีบใส่ตาประจำ ประมาณเดือนหรือสองเดือนครั้งก็ใช้ได้ ( เนื่องจากตาเป็นอวันวะที่บอบบางมาก และน้ำมะนาวนั้นหยอดลงไปแล้วจะรู้สึกแสบตา ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ควรใช้น้ำมะนาวนี้หยอดตา)

20. บำรุงผิว
- เอาเปลือกที่บีบเอาน้ำออกแล้ว นำมาทาบริเวณข้อศอก คาง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ช่วยให้ส่วนเหล่านั้นนุ่มนวลได้อย่างดี

21. แก้ผิวแตก
- ใช้มะนาวทาผิวหนังทำให้ชุ่มชื้น ไม่แตกกร้านในช่วงอากาศแห้ง

22. แก้สิวฝ้า
- ในกรณีที่สิวไม่มีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนอง การรักษาอย่างง่ายที่ถูกวิธี คือ การทำความสะอาดใบหน้า เพื่อลดไขมันและกำจัดสิ่งอุดตันตามรูขุมขนบนใบหน้า หรือบริเวณอก คอ ที่มีสิวขึ้น ฉะนั้นมะนาวจะช่วยรักษาสิงให้ลดน้อยลงได้ เพราะน้ำมะนาวมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจะทำให้เนื้อเยื่อที่ตามแล้วหลุกออกไป ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน กรดอ่อนๆจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและช่วยกำจัดไขมันได้บ้าง
วิธีใช้ คือ ล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดาให้สะอาดแล้วผ่ามะนาวทาบริเวณที่มีสิวขึ้นให้เปียกชุ่มจนทั่ว
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงล้างออกด้วยสบู่อีกครั้ง ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้ง เช้าและเย็น
- ใช้แป้งดินสอพองกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อยๆยุบหายไปในที่สุด
- ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ช้อนชา ผสมกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเอาไปแต้มที่ตุ่มสิว หรือผู้ที่ไม่มีสิว ใช้ทาบางๆทั่วไปประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสบู่ หน้าจะนิ่มนวลอยู่เสมอ




23. ลบรอยแผลเป็น
- รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองทาบริเวณที่เป็น ทำให้หน้าไม่ดำ หรืออาจใช้ใบมะลิสดตำผสมเพิ่มเข้าไปอีกก็ได้

24. แก้ขาลาย
- คนที่มีขาลายเป็นจุดด่างดำเม็ดเล็กๆนั้น แก้ได้โดยเอาน้ำมะนาวบีบใส่ดินสิพองหมาดๆ แล้วทาทุกๆคืนก่อนนอน พอรุ่งเช้าก็ล้างออก ทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานวันรอยด่างดำก็ลบหายไปเอง

25. แก้น้ำเหลืองเสีย
- ใช้ใบมะนาว 108 ใบกับเกลือหรือดีเกลือ 2 บาท หรือประมาณ 3 ช้อนคาวรวมกัน ต้มรับประทานเป็นยาระบายถ่ายน้ำเหลืองเสีย รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยแก้วกลาง วันละ 1 ครั้งก่อนเข้านอน

26. แก้ส้นเท้าแตก
- เอามะนาวสดผ่าซีกแล้วบีบมะนาวให้หยดลงบนบริเวณที่เป็นแผลนั้น เพียงวันละ 2-3 ครั้ ภายใน 7 วัน โรคส้นเท้าแตกจะหายไปเอง

27. ดับกลิ่นเต่า
- ใช้น้ำมะนาวทารักแร้ป้องกันกลิ่นเต่า

28. แก้โรคผิวหนัง
- ประเทศแถบทวีปอาฟริกาตะวันตกและประเทศอินเดีย ใช้น้ำมะนาวทาแก้โรคผิวหนัง แต่ของอินเดีย เวลาอาบน้ำ ห้ามฟอกสบู่บริเวณที่เป็น

29. แก้กลาก เกลื้อน หิด
- นำกำมะถันตำให้ละเอียดบีบมะนาวใส่พอสมควร ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนหลังอาบน้ำและก่อนนอน เคยใช้กับญาติโยมหลายราย ผลออกมาแล้วหายเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์
- ใช้มะนาวผ่าซีกแตะผงกำมะถันแล้วมาถูบริเวณที่เป็นหิด กลากเกลื้อนจะกายในเร็ววัน

30. แก้หูด
- เอาเปลือกมะนาวหมักกับน้ำส้มสายชู 2 วัน ตัดเปลือมะนาวมาปิดที่หูด ปิดทับด้วยพลาสเตอร์ค้างคืนไว้ รุ่งเช้าจึงเอาออก ให้ทำเช่นนี้นาน 2 อาทิตย์

31. แก้พุพอง
- ใช้รากมะนาวฝนกับน้ำซาวข้าว ทาแก้พุพอง แสบร้อน

32. แก้น้ำกัดเท้า
- ใช้มะนาวทาที่เป็นตุ่มคัน น้ำกัดเท้า ทาแล้วทิ้งให้แห้ง ล้างออกด้วยน้ำสบู่ ให้ผ้าเช็ดให้แห้ง แล้วเอาแป้งทา ตุ่มคันก็จะหาย

33. แก้ปูนซีเมนต์กัด
- เวลาถูกปูนซีเมนต์กัดตามมือ เท้า เอามะนาวมาตัดกลางลูก แล้วบีบน้ำมะนาวตรงที่ปูนกัดก็จะหาย

34. แก้คัน
- ใช้มะนาวตัดกลางลูกรมไฟพออุ่น ถูทาตามที่คันภายใน 2-3 วัน จะหาย
- เรื่องแก้คันนี้ในประเทศอินเดีย ใช้มะนาวผสมน้ำผึ้ง ทาบริเวณที่คันและเวลาอาบน้ำ อย่าฟอกสบู่บริเวณที่คัน ใช้ทาทุกครั้งเมื่อรู้สึกคัน

35. แก้หนอนคัน
- แถวชนบทมีตัวหนอนหลายชนิด เมื่อเราไปถูกมันเข้าจะทำให้เนื้อตรงบริเวณนั้นคันมาถึงกับเน่าเปื่อยก็มี ถ้าไปถูกตัวหนอนแล้วคันแต่ยังไม่เปื่อยเป็นแผล ให้เอามะนาวผ่าซีกถูตรงที่คันนั้น แต่ถ้าเปื่อยเป็นแผลแล้ว ให้เอาบานไม่รู้โรยมาตำกับปูนที่กินกับหมากผสมน้ำเล็กน้อย ทาตรงแผยเปื่อยรับรองหาย

36. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ใช้ระงับความเจ็บปวดจากพิษแมลงได้ โดยใช้มะนาวพอกบริเวณปากแผลทิ้งไว้ 2-3 นาทีแล้วเปลี่ยนใหม่ทำดูจะหายปวด
- ในประเทศจีน ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่ถูกตะขาบกัด แมลงป่องต่อยทันทีจะแก้ได้

37. แก้สังคัง
- ใช้มะนาวผ่าซีก ทาก่อนนอนและหลังตื่นนอน เพียงไม่กี่วัน
ก็หาย

38. ใช้สระผม แก้คันศีรษะ
- ใช้น้ำมะนาวสระผมทำให้ผมสะอาด หอม
- ถ้าคันศีรษะบ่อย ใช้น้ำมะนาวนวดศีรษะให้ทั่วสักครู่ก่อนสระผมจะแก้ได้

39. แก้หัวโน
- ใช้แป้งดินสอพองผสมน้ำมะนาว ทาตรงที่ช้ำบวมสักพักใหญ่ๆ อาการปวดบวม ปูด ก็จะยุบ หมั่นทาวันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2 วันก็จะหายไปเอง

40. แก้ผิวหนังฟกช้ำ
- ผสมน้ำมะนาวกับดินสอพองข้นๆ ทาบริเวณที่มีอาการผิวเนื้อถูกกระแทกเขียวฟกช้ำ หรือบวมโน จะหายเป็นปกติ

41.แก้หนามปัก
- แก้หนามปักคา ใช้มะนาวกับน้ำมันตับปลา ใส่ที่แผลจะดูดหนามออกมาได้

42. แก้เล็บขบ
- เอามะนาวมาผ่าตรงส่วนหัวออกขนาดพอสอดนิ้วเข้าไปได้ ใช้มีดคว้านเอาเนื้อข้างในออกเล็กน้อย เสร็จแล้วเอาปูนทาบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป แล้วทิ้งไว้ ทำดังนี้ 2-3 ครั้ง อาการเล็บขบจะหายไป

43. แก้ปลาดุกยัก
- ใช้มะนาวผ่าซีกแล้วกดหรือถูครงรอยปลาดุกยักสักพักหนึ่ง จะหายปวดภายใน 4-5นาที

44. แก้งูกัด
- แก้งูกัดให้ปฏิบัติดังนี้
1. ให้คนเจ็บนอนราบๆ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายช้าลง และพิษงูจะได้แผ่ซ่านช้าลงด้วย
2. ถ้าถูกงูพิษกัดที่แขนและขา ให้เอาเชือกรัดเหนือแผลหน่อย กะให้รัดอยู่ในระหว่างแผลกับหัวใจของคนเจ็บ การรัดให้รัดพอให้เลือดตรงผิวหนังนั้นหยุดไหลเพื่อกันไม่ให้พิษผ่านเข้าเส้น โลหิตดำเ
ท่านั้น ไม่ต้องรัดแน่นมากจนหลอกเลือดที่อยู่ลึกลงไปพลอยหยุดไหลไปด้วย ถ้ารัดพอดีๆจะสังเกตเห็นน้ำเหลืองไหลซึมออกจากแผลอยู่เรื่อยๆ
3. ใช้ใบมีดโกนที่สะอาดและฆ่าเชื้อแล้ว กรีดลงบนแผลเป็นรูปกากบาท ลึกสัก 1 ใน 8 นิ้ว ยาว สัก 1 ใน 4 นิ้ว ทั้ง 2 เขี้ยว อย่าตกใจว่าจะเสียเลือด เพราะมันจะช่วยล้างพิษออกด้วย ให้ใช้ปากดูดพิษออกมาจากแผลที่กรีด พิษงูจะไม่เป็นอันตรายเมื่อเข้าไปอยุ่ในปาก นอกจากจะมีแผลในปากหรือฟันผุเท่านั้น เมื่อดูดพิษออกมาให้รีบบ้วนทิ้ง แล้ววางน้ำแข็งที่แผลสลับกับการดูดช่วยด้วย และระวังให้แขน ขาที่ถูกงูกัดให้อยู่ต่ำๆไว้
หมายเหตุ ถ้าฟันผุหรือมีแผลในปาก ใช้ขวดอุ่นให้ร้อน (ระวังแตก) เอาปากขวดทาบกับแผล เพื่อช่วยดูดเลือดออกจากแผลแทน
4. ให้กินน้ำมะนาว ขนาดผลโตๆสัก 1 ผล น้ำมะนาวจะไปทำปฏิกิริยากับพิษงูที่แล่นเข้าสู่กระเพาะอาหาร สักครูก็จะอาเจียนออกมา มีเลือดปนเล้กน้อย ซึ่งแสดงว่าพิษงูได้หมดฤทธิ์แล้ว
5.คนเจ็บจะเกิดความมั่นใจและค่อยหายกลัว ให้เขาดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มร้อนๆได้ แต่อย่าให้กินเหล้า
พิษงูมันเดินเข้าหัวใจอย่างช้าๆ แต่หลังจากที่ถูกงูกัด อาจปวดมากจนถึงกับช็อค ให้คนเจ็บอยู่เงียบๆ เพราะถ้าไปทำอะไรเข้า จะเป็นการเร่งพิษเดินทางเข้าสู่หัวใจเร็วเข้าอีก ให้ใช้น้ำแข็งหรือผ้าชุบน้ำแข็งวางที่แผล จะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ และรีบนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล

45. ป้องกันงู
- เมื่อใช้มะนาวคั้นเอาน้ำหมดแล้ว เอาเปลือกวางท้องเอาไว้ใกล้ๆที่นอน จะทำให้งูไม่มารบกวน เพราะได้กลิ่นมะนาว

46. แก้แมงคาเรืองเข้าหู
- นำน้ำมะนาวอย่างเดียว กรองด้วยผ้า ใช้หยอดหู แก้แมงคาเรืองเข้าหู ถ้าตัวยังไม่ตายจะหนีออกมา ถ้าไม่หนีออกมาตัวจะตาย
ในหู

47. แก้ฝี
- แก้ปวดฝีใช้รากสดฝนกับเหล้าทา
- ขูดเอาผิวมะนาว ผสมกับปูนแดงปิด ฝีจะหาย

48. แก้ฝีมะตอย
- เอามะนาวทั้งลูก มาคว้านไส้ในออกให้เอานิ้วเข้าไปได้ แล้วเอาปูน(กินหมาก)ทาเข้าไปในลูกมะนาวเล็กน้อย แล้วสวมเข้านิ้วที่มีฝีขึ้น

49. แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
- ให้เอาน้ำมะนาวมาชะโลมบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษปวดแสบแวดร้อนได้ผล

50. แก้บาดทะยัก
- เมื่อดถูตะปูตำ หนามเกี่ยว หรือถูกของที่มีคม เอาน้ำมะนาวบีบใส่แผลที่เป็น จะป้องกันบาดทะยักได้

ขอบคุณข้อมูล : นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี
ภาพ : www.flickr.com

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


   สูตรมะนาวลดความอ้วนที่จะช่วยให้คุณผอมเร็ว แบบง่าย ๆ ถ้าอยากรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง มาดูสูตร (ไม่) ลับที่เอามาฝากกันเลยค่ะ สำหรับมะนาวนั้น เรียกได้ว่ามีสรรพคุณ ที่ช่วยในการลดความอ้วนได้จริง!




   เพราะเคยมีผลวิจัยออกมาแล้วว่า มะนาวสามารถช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยดีท็อกซ์สารพิษ ในร่างกาย นอกจากนี้ในผิวเปลือกมะนาวก็ยังมีคาร์โบไฮเดรต ที่จะช่วยลดความอยากอาหารได้นานขึ้นได้อีกด้วย คราวนี้เมื่อรู้สรรพคุณของมะนาวกันไปแล้ว สำหรับใครที่อยากจะลดความอ้วนด้วยมะนาว

*เคล็ดลับลดความอ้วนด้วยมะนาว*


   ตื่นเช้ามา ให้ดื่มน้ำมะนาวเป็นอันดับแรก โดยให้บีบมะนาว 1 ลูกในน้ำอุ่น 1 แก้ว พร้อมกับแช่เปลือกมะนาวลงไป ทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยดื่ม หากทำแบบนี้ทุกเช้าจะช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย ซึ่งจะมีผลช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ง่ายขึ้น

   หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ให้บีบน้ำมะนาวในน้ำเย็น 1 แก้ว พร้อมกับแช่เปลือกมะนาวลงไปด้วย ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยดื่ม จะช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น




หรือในระหว่างวัน ถ้าหิวก็สามารถจิบน้ำมะนาวแก้หิวได้เช่นกันค่ะ

   สูตรมะนาวลดความอ้วนนี้ เป็นสูตรที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ หากทำทุกวันภายใน 1 เดือน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ น้ำหนักของคุณจะลดลง พร้อมกับเริ่มมีสัดส่วนตามมา คราวนี้สาวอ้วนทั้งหลายก็ไม่ต้องกังวลใจเรื่องน้ำหนัก กันอีกต่อไป รีบไปซื้อมะนาวมาเก็บไว้เยอะ ๆ กันเลยดีกว่า ช่วยได้แน่นอน

ขอขอบคุณรูปประกอบจาก : บ้านสวนมะนาวคุณน้อง
ขอขอบคุณที่มาจาก : www.thaijobsgov.com

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


สูตรทำแชมพูผมนิ่มและดกดำ

ยาสระผมที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีส่วนผสมของสารเคมี หลังสระแน่นอนย่อมมีสารเคมีตกค้างอยู่ไม่มากก็น้อยแล้วแต่ว่าใครใช้ยี่ห้ออะไร  ถ้าใครพอมีเวลาว่าง หรือวันหยุดลองทำแชมพูเก็บไว้ใช้เองสิคะไม่ยากต้นทุนน้อย แต่ส่งผลดีต่อสุขภาพผม และหนังศีรษะ ด้วยสมุนไพรบ้านๆของเรานี่แหละค่ะ ใครสนใจสูตร ฟรีๆเอาไปลองทำเลย




ส่วนผสม แชมพูผมนิ่มและดกดำ

1. มะกรูด  1   กิโล หรือมากกว่า (  มะกรูดเป็นสัดส่วนหลัก  เจ้าของสูตรแนะนำให้เน้นมะกรูดเป็นหลัก มะกรูดน้อยเกินไปจะทำปฏิกิริยากับเบกกิ้งโซดาได้ไม่ดี ไม่เป็นฟอง )
2. ดอกอัญชัน   2 – 3  ขีด
3. ขิงสด 2 – 3  ขีด
4. เบคกิ้งโซดา 1 ถุง
5.น้ำสะอาด

วิธีทำแชมพูผมนิ่มและดกดำ

1.ล้างมะกรูด ขิง ดอกอัญชัญ ด้วยน้ำสะอาด จนแน่ใจว่าสะอาดดี โดยเฉพาะขิงต้องไม่มีดินติด
2.หั่นมะกรูด หั่นขิง เป็นเเว่นบางๆ
3.นำขิง มะกรูด ดอกอัญชันไปต้มรวมกันโดยใส่น้ำสะอาดให้ท่วมสมุนไพร ไม่ต้องให้สมุนไพรลอย ( เหมือนหุงข้าว ท่วมหลังมือ ) น้ำจะเยอะเกินไม่เข้มข้น
4.ตั้งไฟอ่อนๆ – ไฟกลางๆ ห้ามใช้ไฟแรง เพราะสมุนไฟรจะค่อยๆซึม หากใช้ไฟแรงน้ำจะแห้งเร็ว
5.สังเกตว่าดอกอัญชัญและมะกรูดเปื่อยยุ่ยแล้ว นำขึ้นจากเตา พักไว้ให้เย็น
6. นำไปกรองเอาเฉพาะส่วนน้ำ เก็บใส่ขวดสะสะอาด ปิดผาให้มิดชิด

วิธีสระ แชมพูผมนิ่มและดกดำ

1.เเบ่งน้ำยาสระผมจากขวด พอประมาณ สำหรับที่จะสระ ใส่ในภาชนะ และตักผงเบคกิ้งโซดาลงไป 1 ช้อนชา คนๆให้เข้ากัน แล้วสระผมตามปกติ
2. ล้างผมออกให้สะอาด หลายๆคนอาจตกใจขณะที่ผมยังไม่แห้งจะรู้สึกว่าผมกระด้าง เป้นปกติค่ะ รคอให้ผมแห้งแลัวหวีๆดูจะพบว่าผมนิ่มมากๆ แทบจะไม่ต้องไดส์เลยทีเดียว ( สวยจังตังอยู่ครบค่ะสาวๆ)

คำถามคาใจของใครหลายคน

1.ไม่ใส่ เบคกิ้งโซดาได้หรือไม่   ?
คำตอบ คือได้ แต่ไม่ดี ใส่เบคกิ้งโซดาจะให้ผลดีกว่า เนื่องจากน้ำสมุนไพรที่เราต้มมีฤททธิ์เป็นกรด หากสระเพียวๆผมจะเเข็งมากๆ  เบคกิ้งโซดามีคุณสมบัติเป็นด่าง  พอนำมาผสมกันจะทำให้มีฤทธิ์เป็นกลางสระคล่องๆ เหมือนยาสระผมที่ซื้อตามห้างสรรพสินนั่นเอง

2.ต้องเเช่ตู้เย็นหรือไม่ ?

คำตอบ เก็บที่อุญหภูมิปกตินาน 2สัปดาห์ไม่เสีย ใครจะแช่ตู้เย็นก็ได้ไม่ผิดกติกาค่ะ

3.เติมสมุนไพรชนิดอื่นได้หรือไม่ ?

คำตอบ สามารถเติมได้ตามต้องการหาก ค้นพบว่าสมุนไพรชนิดนั้นมีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพผม

ขิง มีคุณสมบัติส่งเสริมการงอกของเส้นผม เหมาะสำหรับคนผมร่วงมาก หัวล้าน
มะกรูด บำรุงให้เส้นผมแข้งแรง เป็นเงางาม
ดอกอัญชัญ มี แอนโทไซยานิน (anthocyanin) บำรุงหนังศีรษะ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตของหนังศีรษะช่วยให้ผมดกดำเป็นเงางาม

สงสารเส้นผม รักษาผมให้ห่างไกลสารเคมมี มีเส้นผสมที่นุ่มและเงางาม เห็นทุกขั้นตอนการผลืดแบบไม่ต้องสงสัยกังวลใจใดๆทั้งสิ้น เพื่อนๆทุกคนลองทำดูนะคะ




ขอบคุณข้อมูล :
FB : Tan Phonburee
ขอบคุณภาพประกอบ :
FB : ยศยา ทวีสุขภิญโญ

ที่มา :  mamaexpert 

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


1.ทับทิม
ผล การวิจัยในสหรัฐพบว่า ทับทิมสามารถรักษาผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วยคุณสมบัติช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือด แดง โดยให้ผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 10 คนดื่มน้ำทับทิมคั้นสดวันละ 1 แก้ว (6 ออนซ์) เป็นเวลา 3 เดือน ผลคือร่างกายมีระดับอินซูลินในกระแสเลือดลดลง ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติขึ้น อาการมึนงง อ่อนเพลีย และผมร่วงลดลง อีกทั้งผิวพรรณก็สดใสขึ้นกว่าเดิม





2.แก้วมังกร
อุดม ด้วยโปรตีนจึงช่วยเติมร่องรอยผิวให้ดูเรียบตึง ผลการวิจัยพบว่า แก้วมังกรเนื้อแดงดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ไฟเบอร์ในผลแก้วมังกรยังช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงบริเวณช่องคลอด บรรเทาอาการตกขาวที่ผิดปกติ (มีสีเหลืองปนหนอง ปนเลือดและมีกลิ่นเหม็น)


3.สตรอว์เบอร์รี่
ด้วย คุณสมบัติของวิตามินซีที่อุดมอยู่ในผลสตรอว์เบอร์รี ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง เมล็ดเล็กๆ ที่อยู่ในเนื้อสตรอว์เบอร์รีช่วยลำเลียงออกซิเจนในกระบวนการขจัดเลือดเสีย จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Chemistry พบว่าอาสาสมัครผู้บริโภคสตรอว์เบอร์รีสดทุกวันประมาณ 2 ถ้วยตวงติดต่อกันนาน 1 เดือน มีผลการตรวจเลือดพบว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นอย่างเป็นปกติมากขึ้นคือ 4, 8, 12, 16 เซลล์จึงส่งผลให้ผิวพรรณภายนอกดูเรียบเนียนเปล่งปลั่งขึ้น





4.กล้วย
ด้วย คุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วย ช่วยบำรุงผิวที่ขาวซีดให้กลับมาเปล่งปลั่งดูมีเลือดฝาด จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Journal of Epidemiology เผยว่าการบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลต่อสุขภาพเลือดคือ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี


5.แตงโม
จาก ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเนราดาในสหรัฐเผยว่า หากบริโภคแตงโมเพียงครึ่งผลต่อวันดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต เพราะกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ (Arginine) ที่ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นสารในตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ทำให้เลือดสมบูรณ์ขึ้นถึงร้อยละ 22 จึงช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
หากสาวๆคนไหนไม่ชอบทานผลไม้แล้วล่ะก็มีวิธีที่ง่ายๆ อีกสองสิ่งคือ การดื่มน้ำเปล่าให้บ่อยครั้งในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้เลือดของเราไม่มีลักษณะข้นเหนียวจนเกินไปด้วย และการออกกำลังกายทุกวัน เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนอยู่ตลอด เพียงเท่านี้ก็ช่วยปกป้องร่างกายของเราให้ห่างไกลปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้น และระยะยาวได้แล้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ชมพูนุท ภาโนมัย 

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


   เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาฉันซื้อเครื่องดื่มน้ำผึ้งมะนาวในรูปแบบซองจากเภสัชกรในช่วงที่ป่วยเป็นไข้หวัดรุนแรง จะว่าไปซองเล็กๆนั้นก็ไม่ได้ช่วยมากนักหรอก แต่ด้วยความเป็นคนขี้สงสัยฉันจึงเริ่มภารกิจบ้าๆนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าการดื่มน้ำผึ้งมะนาวอุ่นเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่โดยสิ้นเชิง และฉันก็พยายามหาคำตอบเป็นเวลา 12 เดือนเพื่อคลายข้อสงสัยว่ามันน่าอัศจรรย์จริงหรือไม่ ฉันยินดีที่จะรายงานความเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดยิบเลยค่ะ เอ้าเริ่มได้!




1. ล่าสุดฉันไม่เคยเป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือเจ็บป่วยในระบบทางเดินอาหารเลย

ความจริง : ฉันรู้สึกประหลาดใจมากเพราะฉันเป็นต่อมทอนซิลอักเสบมายาวนานและดูเหมือนจะรับเอาเชื้อโรคได้ง่ายตลอดเวลา ฉันดีใจสุดๆที่ไม่ได้รับเชื้อโรคใดๆอีกเลยทั้งๆที่อยู่ท่ามกลางเด็กๆที่ป่วยเป็นไข้สุกงอม

คำสารภาพ : แม้ว่าจะมีสัญญาณเตือนเนิ่นๆของอาการเจ็บป่วย ทั้งจาม ทั้งรู้สึกเหนื่อยแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจแค่รู้สึกปวดหัวและเหนื่อยบ้าง

ทันทีที่ร่างกายเข้าสู่สภาวะปกติ ฉันก็ทำตัวเหมือนคนแก่ก่อนวัยที่มักพกเอาน้ำผึ้งมะนาวติดใส่กระเป๋าไปทุกที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเพื่อนหรือโรงแรม เจ๋งจะตาย!

2. ฉันไม่ต้องการกาแฟอีกเลย แถมยังตื่นเช้าได้ด้วย

การดื่มน้ำผึ้งมะนาวในตอนเช้ากลายเป็นสิ่งแรกที่ฉันทำเมื่อตื่นขึ้นมา เพราะไม่ทำให้ฉันปวดหัวหรืออยากคาเฟอีนอย่างรุนแรง มีพลังงานเหลือเฟือและยังยิ้มง่ายอีกด้วย

3. สามารถช่วยคนที่เรารักให้มีสุขภาพดีขึ้น (นับเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่)

ครอบครัวของฉันเชื่อว่าน้ำผึ้งมะนาวสามารถช่วยป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ หลังจากที่พยาบาลดูแลพวกเขาด้วยยาน้ำมหัศจรรย์ในยามที่ป่วย ในที่สุดพวกเขาก็เห็นคุณประโยชน์ของมันและคิดว่า “โอ้โห! ยอดไปเลย ช่วยได้จริงๆด้วย!” นอกจากนี้พวกเขายังไม่ต้องทรมานจากการเข้าห้องน้ำบ่อยๆด้วย ฉันรู้สึกดีมากที่สามารถช่วยให้คนที่ฉันรักมีสุขภาพดีขึ้น

สูตรของฉัน
โดยทั่วไปฉันจะใช้น้ำมะนาวสดครึ่งลูกกับน้ำผึ้งอินทรีย์ 1 ช้อนชา ผสมลงไปในแก้วมาตรฐานกับน้ำต้มสุกที่เย็นเล็กน้อย (แต่ยังร้อนพอที่จะละลายน้ำผึ้งได้) เติมน้ำเย็นลงไปในปริมาณที่พอดื่มได้ในครั้งเดียว ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับมะนาวและน้ำผึ้งด้วย มะนาวบางลูกมีน้ำเยอะหรือเปรี้ยวมาก ขณะที่น้ำผึ้งบางชนิดก็มีรสชาติหวานมาก ดังนั้นควรลองชิมดูก่อน มะนาวครึ่งลูกอาจจะเข้มข้นเกินไปสำหรับการเริ่มต้น ส่วนครอบครัวฉันใช้แค่ 1 ใน 4 ส่วน

แล้วทำไมมันถึงดีต่อสุขภาพเราล่ะ? เว็บไซต์ Theheathsite.com กับ Underground Health บอกว่ายังมีข้อดีอย่างน้อยอีก 9 ข้อในการดื่มน้ำผึ้งมะนาวอุ่นทุกๆเช้า แต่ฉันเอาเฉพาะข้อที่ฉันชอบมาบอกต่อแล้วกัน

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นปกติและป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
การดื่มน้ำผึ้งมะนาวในตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร และช่วยรักษาอาการท้องผูก อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นยาขับปัสสาวะ ทำความสะอาดระบบทางเดินปัสสาวะ และทำให้มั่นใจว่าไม่มีการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ

ช่วยในการย่อยอาหาร
มะนาวจะช่วยให้ตับผลิตน้ำดีมากขึ้น ส่วนน้ำผึ้งจะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังช่วยผลิตเมือกในกระเพาะอาหาร ช่วยล้างสารพิษและทำให้น้ำหนักสมดุล

ทำให้ผิวดูกระจ่างใสและมีสุขภาพดี
มะนาวมีประโยชน์มหาศาลสำหรับผิวพรรณและยังช่วยในการฟอกเลือด ตลอดจนผลิตเซลล์เลือดใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นสารทำความสะอาด ขณะที่น้ำผึ้งช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซม รวมทั้งต่อต้านแบคทีเรียและสร้างคอลลาเจนให้กับผิวด้วย




หมายเหตุ : ไม่น่าเชื่อที่ฉันกลายเป็นคนเรื่องมากในเรื่องน้ำผึ้งกับมะนาวเนื่องจากมันมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก หรือถ้าหาไม่ได้จริงๆอาจใช้มะนาวกับน้ำผึ้งในซุปเปอร์มาร์เก็ตแทนก็ได้ แต่รสชาตินั้น


ที่มา: khaobox

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


   ​​​​​ประโยชน์จากกล้วยไข่ก็มีมากมายเช่นกัน จากการวิจัยกล้วยทั้ง 3 ชนิด คือ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ และกล้วยหอม พบว่า ถ้ารับประทานในปริมาณที่เท่ากัน คือ 100 กรัม กล้วยไข่จะมีเบต้าแคโรทีนมากที่สุดถึง 492 ไมโครกรัม ขณะที่กล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมมีเพียง 9 ไมโครกรัม เท่านั้น





   ​​​​​​​​เ​ท่านั้นยังไม่พอ กล้วยไข่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก ซึ่งสารนี้สามารถป้อง​​​
กันการเกิดเซลล์มะเร็งและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้ายได้ และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสุภาพสตรีคือลดริ้วรอยก่อนวัยได้




     กล้วยไข่ของไทยยังถูกจัดว่าเป็นกล้วยที่มีรสชาติหวานหอมอร่อยที่สุดในโลก ซึ่งมีการปลูกที่จังหวัดกำแพงเพชรและในเดือน 10 ของทุกปีจะมีงานสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง มีการกวนกระยาสารทกระทะหลวง ซึ่งอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ที่จังหวัดกำแพงเพชรทีเดียว
ประโยชน์ของกล้วยไข่ ยังมีอีกมาก เช่น ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันโรคท้องผูก ป้องกันลำไส้เป็นแผล ป้องกันความเครียดและเส้นเลือดฝอยแตก โรคความดันโล​​บำรุงระบบประสาท ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเป็นต้น

ที่มา: Maeban

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


สาวกผู้ชื่นชอบการดื่มเบียร์มีเฮแน่นอน! หลายคนคงมีความเชื่อเดิมๆอยู่ว่าการดื่มเบียร์บ่อยอาจส่งผลทำให้เสียสุขภาพได้ เลิกความคิดนั้นได้แล้วจ้ะ เพราะล่าสุดมีผลการวิจัยออกมายืนยันแล้วว่า การดื่มเบียร์จะช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนที่ไม่ดื่มเลย เป็นไปได้อย่างไรนั้น ลองอ่านกันดูเลยจ้า!!!




1. ดื่มเบียร์จะทำให้อายุยืน นักวิจัยของทางเวอร์จิเนียเทค (Virginia Tech) ได้ค้นพบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์ 19% มีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่เคยดื่มเบียร์เลย

2 .ดื่มเบียร์จะทำให้เราผอมลง การดื่มเบียร์ที่พลังงานสูงจะทำให้เราผอมลงจริงๆ จากหนังสือ The Diet Myth ของ ศจ. Tim Spector จากมหาวิทยาลัย King』s College จาก London ได้เผยว่า การดื่มเบียร์ไม่ได้ทำให้อ้วน เพราะเบียร์บางประเภทมันจะส่งผลดีต่อแบคทีเรียในลำไส้ของคุณซึ่งสามารถช่วยให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพกว่าเดิมได้

3. ดื่มเบียร์จะช่วยสู้มะเร็ง ส่วนผสมในเบียร์อย่าง Xanthohumol ที่มักพบในฮอปที่เป็นส่วนผสมของเบียร์จะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

4. ดื่มเบียร์จะทำให้เราฉลาดขึ้น จากการศึกษาในวารสารการแพทย์ของทาง New England ได้พบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์ทุกๆ วันจะไม่ค่อยพบกับปัญหาเรื่องจิตปัญญาลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

5. เบียร์ไม่ทำให้ลงพุง การศึกษาของทาง UCL ได้พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์นั้นจะมีแนวโน้มที่มีรูปร่างสมส่วนมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ

6. เบียร์จะช่วยในการยับยั้งการเกิดนิ่วในไต ตามการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางคลินิกของสังคมอเมริกันของโรคไต ได้เผยว่าผู้ที่ดื่มเบียร์เป็นประจำทุกวันร้อยละ 41% จะมีโอกาสน้อยที่จะเป็นนิ่วในไต

7. เบียร์มีแคลอรี่น้อยกว่าที่คิด ทางกินเนสส์ได้เปิดเผยข้อมูลถึงค่าเฉลี่ยเท็จจริงที่ว่าเบียร์ดำนั้นถ้าวัดกันจริงๆ แล้วมีค่าแคลอรี่ที่ต่ำกว่านมไขมันต่ำหรือน้ำผลไม้อย่างน้ำส้มอีกด้วย

8. เบียร์ที่ทำจากฮอปช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม ถึงแม้เบียร์จะไม่ช่วยในการจำว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ตาม 55555+ แต่ว่ามันช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อมจริงๆ โดยจากการศึกษาได้พบว่าสาร Xanthohumol ที่อยู่ในฮอปจะช่วยในการปกป้องสมองจากการเป็นโรคความจำเสื่อมหรือพาร์กินสัน



9 .เบียร์นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน ดร. Stephan Domenig ผู้อำนวยการแพทย์ Mayr Health Centre ประเทศ Austria ได้เผยว่า ถ้าเราวิเคราะห์ส่วนประกอบของเบียร์แล้ว คุณจะประหลาดใจว่าสารอาหารในเบียร์นั้นมีค่ามากกว่าน้ำผลไม้ปั่นซะอีก




10. เบียร์ทำให้กระดูกเราแข็งแรง การดื่มเบียร์ 1-2 แก้วต่อวันจะทำให้กระดูกของผู้ดื่มแข็งแรงขึ้น เพราะเบียร์อุดมไปด้วยซิลิกอนอาหารสำคัญในการสร้างความหนาแน่นของกระดูก โดยข้อมูลนี้ถูกเผยโดยการศึกษาในวารสารวิทยาศาสตร์ของอาหารและการเกษตร

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


  ผักผลไม้ที่มีสีแดง ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสารไลโคพีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคต้อกระจก และช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้




  ผักผลไม้ที่มีสีแดง ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสารไลโคพีน ซึ่งเป็นเม็ดสีแคโรทีนอยด์ที่ให้สีแดงแก่พืชผักต่างๆ และสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่สามารถเปลี่ยนสีเป็นน้ำเงินหรือม่วงในเมื่ออยู่ในสภาวะแวด ล้อมของอุณหภูมิ หรือความเป็นกรดด่าง ที่แตกต่างกัน

  ไลโคพีนในผักผลไม้สีแดง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนังและช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคต้อกระจก ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง และป้องกันการเกิดมะเร็งต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งปากมดลูก ช่วยลดปริมาณไขมันไม่ดีชนิด LDL-cholesterol ช่วยชะลอการเกิดโรคหัวใจหลอดเลือด ลดความดันโลหิต และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด




  ผักผลไม้สีแดงที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ แตงโมเนื้อแดง กระเจี๊ยบแดง ฝรั่งเนื้อแดง มะละกอ หัวบีทรูท สตรอเบอรี่ เชอรี่ เมล็ดทับทิม พริกแดง หอมแดง และกะหล่ำปลีสีแดง

ที่มา: Payutthapong Jakavaro

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล

   กินเวลา 9.00 – 11.00 น. จะทำให้อิ่มท้องโดยไม่เพิ่มเอว-สะโพก หลายคนคิดว่า “มันเทศ” เป็นอาหารประเภทแป้งยิ่งกินยิ่งเพิ่มน้ำหนัก ขอให้ลองอ่านบทความนี้ดูก่อน จะพบว่ามันเทศกลับกลายเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก มันเทศมีวิตามินเอสูง ช่วยในเรื่องการมองเห็นได้เป็นอย่างดี มีสารอาหารทรงคุณค่าที่ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินบีส่งผลโดยตรงกับการลดน้ำหนัก วิตามินซี ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงาม และทำให้ร่างกายแข็งแรง





   นอกจากนี้มันเทศยังมีโพแทสเซียม คอปเปอร์ แมงกานีส สารอาหารที่ป้องกันโรคมากมาย รวมถึงโรคมะเร็ง และยังมีเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ ในปริมาณสูงมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว จึงเหมาะมากกับการใช้เป็นอาหารลดน้ำหนัก

   ในมันเทศ 100 กรัมจะได้แคลอรี่ประมาณ 90-93 แคลอรี่ (ปริมาณความต้องการพลังงานของมนุษย์วันละ 1,800 – 2,000 กิโลแคลอรี่) อีกทั้งคนส่วนใหญ่จะกินมันเทศได้ไม่มากนัก เพราะมันเทศมีคุณสมบัติไปฟู
ในท้องทำให้อิ่มเร็ว

   มันเทศมีอยู่หลายสี เช่นเหลืองอ่อน เหลืองจัด เหลืองส้ม และสีม่วง ทุกสีจัดเป็นแหล่งรวมวิตามินซี สารอาหาร และเส้นใยอาหาร มีข้อมูลว่า หัวมันเทศชนิดหัวสีเหลือง จัดเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นเยี่ยม วิตามินเอสูง

   อาจารย์ สุธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัดชื่อดัง กล่าวว่ามันเทศมีประโยชน์ในการลดน้ำหนักได้ โดยให้รับประทานในช่วงเวลา 9.00 – 11.00 น.


   ดร. กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และพิธีกร รายการ You are what you eat จัดให้มันเทศเป็นอาหารลดหุ่นที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ถึง 3 กิโลกรัม ได้ในชั่วข้ามคืน แหล่งวิตามินบี 6 ช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารได้มากขึ้น และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการลดน้ำหนัก มันเทศเป็นคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรตซึ่งปล่อยพลังงานช้า มีกากใยมาก ทำให้อิ่มท้องอยู่ได้โดยไม่เพิ่มเอวหรือสะโพก ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง




   มันเทศเป็นอาหารพื้นๆ ที่หากินได้ง่ายๆ อาทิ มันเทศต้ม มันเทศเผา มันเทศเชื่อม มันเทศต้มขิง เป็นส่วนผสมสำคัญในขนมไข่นกกระทา หรือนำมาใส่ในแกงเผ็ด เช่นแกงกะหรี่ จะมีรสชาติกว่าใส่มันฝรั่ง เป็นต้น
เครดิต @ บทความเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย โดย อาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา (นักธรรมชาติบำบัด) , บทความ โดย ดร. กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และพิธีกร รายการ You are what you eat จาก นิตยสาร Slimming มกราคม 2550 , frynn.com , ข่าวไลฟ์สไตล์ ครอบครัวข่าว 3

ที่มา: ชมพูนุท ภาโนมัย

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล





   สมุนไพรเป็นยาขนานนี้ดื่มกันมานานจากการบอกกล่าวต่อกันมานานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งได้ทราบจากคุณภิมุข รัตนอาภา ปัจจุบันอายุ 74 ปี โทรศัพท์บอกกล่าวให้ทราบตั้งแต่ปี 52 และส่งเป็นเอกสารที่ท่านเผยแพร่มาให้อีก สืบเนื่องจากท่านเผยแพร่ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรายการทั่วทิศถิ่นไทยแล้วมีผู้ดื่มแล้วหายกันมากมายเป็นที่กล่าวขานว่าได้ผลจริง การเขียนบอกกล่าวเป็นบันทึกว่าจะเขียนหลายครั้งก็ไม่มีความมั่นใจว่ารักษาได้ผลจริงไหม แต่ก็เคยได้บอกบ้างเช่นคุณวอญ่า ก็นำไปทำดื่มและได้ผลจริงไม่ต้องผ่าตัด และประสบการณ์ของคุณภิมุขดื่มเองเมื่อก่อนทำงานการรถไฟปวดเมื่อยประจำดื่มแล้วหายดี และให้คุณแม่ของเพื่อนอายุ 80 ปีกว่าเตรียมผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล ดื่มแล้วก็ไม่ต้องผ่าตัด หากใครได้ฟังรายการทั่วทิศถิ่นไทยก็คงได้ทราบบ้างแล้วว่ามีใครดื่มแล้วหายจากการปวดที่อื่นด้วยไม่ใช่เฉพาะการปวดหลัง



ส่วนประกอบและวิธีดื่ม น้ำมะพร้าวอ่อน 1 แก้ว
พริกไทยเม็ด จำนวนเม็ดเท่าอายุ ชนิดขาวหรือดำก็ได้ ตำหรือบดให้้ละเอียด

น้ำมะพร้าวพริกไทยใส่รวมกันหรือจะตักพริกไทยใส่ในลูกมะพร้าว แล้วดื่ม

ในการทำดื่มตามที่คุณภิมุข รัตนอาภา เผยแพร่นั้น บอกไว้ว่าทำดื่มเพียงปีละ 1 ครั้ง 3 ปี แต่หลายคนที่ทำดื่ม นั้นไม่เหมือนกันคือบางคนทำดื่มหลายครั้งจนหายเจ็บปวด ซึ่งทั้งน้ำมะพร้าวอ่อนและพริกไทยนั้น ปกติส่วนใหญ่แล้วเป็นสมุนไพรธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การดื่มต่อครั้งไม่มาก เห็นว่าไม่น่าเป็นอันตรายอะไร จึงได้บอกกล่าวกันต่อๆมาโดยบอกตามที่ทราบ แต่ผู้ทำดื่มกี่ครั้งก็แล้วแต่ผู้ดื่ม

(ขอขอบคุณ คุณภิมุข รัตนอาภา ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งระยอง หาดแม่รำพึง หมู่ 10 ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง )

ที่มา: FB สรรหาสาระสุขภาพ

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


   เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆจะช่วยเสริมสร้างคุณประโยชน์ให้กับร่างกายของคุณอย่างมหาศาล แถมยังเป็นอายุรเวทบำบัดมานานแล้วด้วย และนี่คือคุณประโยชน์ของการดื่มน้ำมะนาวเป็นอย่างแรกในทุกๆเช้า




มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหาร
นอกจากน้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นระบบทางเดินอาหารแล้ว เรายังมีความเชื่อกันว่ามะนาวจะสามารถกระตุ้นและล้างไตให้บริสุทธิ์ได้ ที่สำคัญยังมีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายอีกด้วย

เสริมสร้างการทำงานของภูมิคุ้มกัน
ผลไม้ตระกูลส้ม เช่น มะนาวจะอุดมไปด้วยวิตามิน C และกรดแอสคอร์บิก โดยวิตามิน C จะช่วยต่อสู้กับโรคหวัด ขณะที่กรดแอสคอร์บิกช่วยดูดซึมธาตุเหล็กซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ปรับสมดุลให้กับร่างกาย
หากร่างกายของคุณมีค่า pH ไม่สมดุลก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค แม้มะนาวน่าจะเป็นผลไม้ที่มีค่าความเป็นกรดแต่อันที่จริงแล้วพวกมันมีค่าความด่างสูงมาก ที่สำคัญยังช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกายได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ชีส หรือแอลกอฮอล์มากเกินไป

ล้างพิษ
น้ำมะนาวคือตัวขับปัสสาวะโดยธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่ามันจะช่วยให้ร่างกายขับของเหลวและพิษออกมา นอกจากนี้กรดซิตริกยังช่วยสร้างเอนไซม์ที่กระตุ้นการทำงานของตับได้อีกด้วย

เพิ่มพลังงาน
แม้ฉันจะยังลังเลกับการเลิกดื่มกาแฟในตอนเช้า แต่มีหลายคนบอกว่าพวกเขาสามารถเลิกดื่มกาแฟได้อย่างง่ายๆหลังจากที่เปลี่ยนมาดื่มน้ำมะนาวติดต่อกันเพียงไม่กี่วัน ส่วนผสมของน้ำกับมะนาวจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและการสร้างออกซิเจนในกระแสเลือดทำให้คุณรู้สึกเยี่ยม!




บำรุงผิวสวย
การขาดน้ำติดต่อกันนานๆจะทำให้ผิวพรรณหม่นหมอง ดังนั้นเริ่มต้นเช้าวันใหม่ของคุณด้วยน้ำมะนาวกันดีกว่า วิตามิน C จะช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดี ขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระจะต่อสู้กับปัจจัยที่ทำให้เกิดริ้วรอย


ที่มา: khaobox

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล

   ถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมามอง “เห็ดเข็มทอง” ในแง่มุมใหม่ เพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า แค่เพิ่มเห็ดเข็มทองในอาหารทุกวันก็จะได้อาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถเนรมิตหุ่นเราให้ผอมเพรียวและมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้



        ดร.เอะงุชิ ฟุมิโอะ ดุษฎีบัณฑิตด้านโภชนาการ และเจ้าของผลงานเขียนเรื่อง “เห็ดเข็มทอง” อธิบายให้ฟังว่า เห็ดเข็มทองมีสรรพคุณทางยามากมาย วิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่า ในเห็ดเข็มทองมีเส้นใยอาหารมากกว่ากะหล่ำปลีราว 2 เท่า




       “ยิ่งกว่านั้น ส่วนประกอบของโครงสร้างเส้นใยอาหารก็มีลักษณะเฉพาะต่างจากเห็ดชนิดอื่น ส่วนประกอบดังกล่าวเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ ที่เรียกว่าไคโทซานเห็ด (ไคโทกลูแคน) ซึ่งมีปริมาณมากที่สุดในบรรดาเห็ดทั้งหลาย ไคโทซานเห็ดจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ลำไส้ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อย่อยสลายเส้นใยเหล่านี้ และเมื่อไคโทซานเห็ดละลายเข้าสู่กระแสเลือด จะช่วยดักจับไขมันส่วนเกินในเลือดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอ้วนแล้วขับออกมาพร้อมอุจจาระ แถมยังช่วยกำจัดไขมันอีกด้วย” ดร.เอะงุชิ กล่าว



       มีงานวิจัยออกมามากมายว่า ถ้ารับประทานเห็ดเข็มทองที่อุดมไปด้วยส่วนประกอบดังกล่าว ไคโทซานเห็ดจะช่วยเพิ่มพลังในการขับถ่ายให้ดีขึ้น เมื่ออุจจาระถูกขับออกมาและสภาพในลำไส้ปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพหลายอย่าง ทั้งน้ำหนักลดลง เอวคอดขึ้น สิวฝ้าลดลง ผิวพรรณมีน้ำมีนวลขึ้น...ความเปลี่ยนแปลงที่แสนวิเศษนี้เป็นสิ่งที่คาดหวังได้จากเห็ดเข็มทองอย่างไม่ต้องสงสัย
 
       “ปัจจุบันที่เมืองนะกะโนะ ประเทศญี่ปุ่นกำลังนิยมกิน “น้ำแข็งเห็ด” ซึ่งคิดค้นโดยฮิโระฟุมิ อะโตะ นายกสมาพันธ์สหกรณ์การเกษตรแห่งเมืองนะกะโนะ รสชาติของเห็ดเข็มทองเมื่อเป็นน้ำแข็งเห็ดจะยิ่งกลมกล่อมและเข้มข้นขึ้น เมื่อนำไปใส่อาหารจะทำให้มีเนื้อมีหนังมากขึ้น รสชาติก็อร่อยถ้าใส่ในซุปมิโซะกินกันทุกวัน ผ่านไป 3 เดือน เอวกางเกงจะหลวมขึ้นทันตาเห็นทีเดียว”




       “น้ำแข็งเห็ด” นอกจากกินง่ายสบายท้องแล้ว ยังมีข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามคือเส้นใยอาหารที่แข็งแรงของเห็ดเข็มทองจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น หากนำมาปรุงกินแบบธรรมดา ถ้าเคี้ยวให้ละเอียดก็ได้รับสารอาหารเหมือนกัน แต่ถ้าใช้วิธีใหม่คือทำเป็นน้ำแข็งเห็ด จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่มีสรรพคุณทางยามากกว่าปรุงแบบธรรมดา

ที่มา: khaobox

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


   น้ำมะพร้าวมีสรรพคุณวิเศษตามที่หลายคนกล่าวอ้างจริงหรือไม่? คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับสารพัดประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว แต่คราวนี้คุณจะได้อ่านเกี่ยวกับข้อดีของน้ำมะพร้าวที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน คุณอาจไม่รู้ว่าน้ำมะพร้าวมีโครงสร้างที่เข้ากันได้ดีกับพลาสม่าที่อยู่ในกระแสเลือดของมนุษย์เรา ยิ่งไปกว่านั้นน้ำมะพร้าวยังเคยถูกนำมาใช้ในยามสงครามเพื่อชดเชยเลือดที่สูญเสียไปและสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย




   ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากน้ำมะพร้าวอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก คุณสามารถหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปและคุณจะทึ่งกับประโยชน์อันมหาศาลของผลไม้ประเภทนี้ แม้น้ำมะพร้าวจะมีรสชาติไม่อร่อยอย่างที่คิด แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ดื่มสุดยอดน้ำล้างพิษชนิดนี้แน่นอน

จะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าเราดื่มน้ำมะพร้าว?
   ระบบภูมิคุ้มกันของเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังช่วยกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคหนองใน โรคเหงือก และไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด โรคติดเชื้อต่างๆ และโรคไข้รากสาดใหญ่ได้อีกด้วย นอกจากจะเสริมสร้างพลังงานแล้วน้ำมะพร้าวยังช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ แถมยังดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเนื่องจากมันมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะโดยธรรมชาติ ทั้งทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะจะได้รับการชำระล้างจากนั้นร่างกายจะขับสารพิษออกมา ที่น่าทึ่งคือมันสามารถสลายก้อนนิ่วได้ด้วย และเนื่องด้วยมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงจึงดีต่อระบบย่อยอาหาร หากคุณดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำมันจะไปกำจัดกรดในกระเพาะอาหาร ไม่ต้องห่วงเรื่องอ้วนด้วยเพราะน้ำมะพร้าวมีระดับไขมันที่ต่ำมากและช่วยลดความอยากอาหารของเรา




   หากคุณมีสิวและผิวแห้งหรือผิวมัน เพียงใช้ผ้าชุบน้ำมะพร้าวและทาลงไปบนผิวหนัง น้ำมะพร้าวจะชำระล้างสิ่งสกปรกและทำให้ผิวหนังสดชื่น ที่สำคัญมันจะช่วยเปิดรูขุมขน หากดื่มน้ำมะพร้าวผสมกับน้ำมันมะกอกก็สามารถฆ่าเชื้อโรคและกำจัดปรสิตในลำไส้ได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง หากดื่มวันละหนึ่งแก้วทุกเช้าจะช่วยรักษาระดับความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์และไม่ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หากคุณดื่มแอลกอฮอล์ในตอนกลางคืนพอเช้ามาคุณอาจรู้สึกปวดศีรษะ ดังนั้นถ้าต้องการกำจัดอาการปวดศีรษะหรืออาการเมาค้างและชดเชยของเหลวที่สูญเสียไปคุณสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าว ขณะเดียวกันถ้าคุณต้องการให้ผิวชุ่มชื่นและเปล่งปลั่งตลอดทั้งวัน การดื่มน้ำมะพร้าววันละแก้วก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้หลังจากที่ออกกำลังกายมาอย่างเหน็ดเหนื่อยคุณสามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อให้ร่างกายของคุณกลับมามีพลังอีกครั้ง ทั้งช่วยเพิ่มพลังงาน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันแบคทีเรียและอาการติดเชื้อต่างๆ ตามด้วยน้ำหนักลด คุณยังต้องการอะไรอีกไหม?


ที่มา: khaobox
กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล


อุจจาระตกค้าง เนื่องมาจาก
1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
2. กินอาหารที่มีกากใยน้อย
3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า

   หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอ มาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึ หลัง 7 โมงเช้า





   ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น

   ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อย ๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่างๆ ในกระเพาะและ กดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และอื่นๆ






   จึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกมาตรวจ แนะนำให้ถ่ายพยาธิ แล้วลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้




1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน
เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ

2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ ตามที่เห็นสมควร

3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา

เครดิตขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiseoboard.com/index.php…
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก มงคล